Race Note: Nara Marathon 2025

Race Note: Nara Marathon 14 December 2025

– Marathon ที่สองหลังจากจบบางแสนเมื่อปีที่แล้ว อยู่ในช่วงปลายปีเหมือนกัน คนที่ชวนไปทรมานก็คือ ณัฐ ศรชำนิ เจ้าเก่า

– ปีนี้ ลองวิ่งต่างประเทศเป็นครั้งแรก อยากได้อากาศเย็น ๆ บวกกับเวลาวิ่งที่ทรมานน้อยกว่าประเทศร้อนชื้นเหมือนบ้านเรา ก็ได้สมใจจ้า อากาศต่ำกว่า 10 องศา

– เป็นมาราธอนที่ตั้งใจซ้อม ด้วยเป้าหมายต่ำกว่า 4 ชั่วโมง หรือ Sub-4 และใช้ Runna App ในการซ้อมอย่างจริงจัง ถือว่าทำตามโปรแกรมที่แอพตั้งไว้ได้ประมาณ 80-85% ค่อนข้างพอใจ และได้ผลตรงตามเวลาที่แอพคาดการณ์ไว้ (มี predicted race time)

– บินไปญี่ปุ่นก่อน race day ประมาณสี่วัน เที่ยวเล่นเกียวโต โอซากา อูจิ ฉ่ำเลย ขาลากทุกวัน

– ทีมผู้จัดส่งเอกสารข้อมูลมาให้แบบละเอียดยิบ ตั้งใจอ่านมากสุดตั้งแต่วิ่งมา

– สิ่งสำคัญคือการเดินทาง เพราะต้องเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนที่จัดขึ้นพิเศษ น่าชื่นชมว่ามีรถไฟเที่ยวพิเศษจากโอซากาและเกียวโต เพื่อให้คนสามารถเดินทางมาวิ่งได้สะดวก

– นภัสวิ่ง 10k Heritage Run ซึ่งปล่อยตัวช้ากว่าระยะมาราธอนประมาณครึ่งชั่วโมง

– เท่าที่ได้ยิน สนามนี้จัดว่ายาก เพราะมีเนินเยอะมาก รวม ๆ elevation gain 300 กว่าเมตร

– วันเสาร์ที่ 13 เป็นวันรับอุปกรณ์แข่งขันที่สนามกีฬา Rohto Stadium ซึ่งเป็นจุดปล่อยตัวเช่นกัน ได้ไปเดิน Expo ของงานวิ่งญี่ปุ่น ตื่นตาตื่นใจมาก เหมือนกับของไทยคือมีของมาขาย มีอาหาร มีจุดแจกของ และมีสินค้าลดราคาให้เดินชม ซึ่งของลดราคาที่ว่านี้คือลดเยอะมาก รองเท้าวิ่งลดกันกระหน่ำ ถูกกว่าไทยบางคู่แทบจะครึ่ง ๆ อุปกรณ์อื่น ๆ ก็ลดกระจุย ผมไปได้แว่นตากันแดด ของไนกี้ ที่ลดมาแล้วราว 50-60% ชอปปิ้งสนุกมาก

– เช้าวันอาทิตย์ที่ 14 ตื่นเกือบหกโมง พอดีพักอยู่ตรงโรงแรมที่ตั้งอยู่ตรงสถานีรถไฟ ซึ่งเป็นจุดขึ้นรถบัสไปจุดปล่อยตัวด้วย ประมาณเจ็ดโมงครึ่ง คนมารอคิวเยอะมาก มั่นใจว่าต่อแถวถูกที่แล้วล่ะ ถึงสนามแปดโมงเกือบครึ่งละ เปลี่ยนชุดและไปฝากของในโรงยิม ซึ่งเค้าจะแยกที่วางของของผู้ชายและหญิง แยกจากกัน เราต้องเอาของไปวางไว้ตามโต๊ะเอง

– เค้าจะให้ถุงพลาสติกกันลมและเพิ่มความอบอุ่นเหมือนเสื้อกันฝน มาให้คนละใบ ตอนยืนรอปล่อยตัวค่อนข้างหนาว

– ในรายละเอียดผู้สมัคร พบว่าส่วนใหญ่เป็นนิฮงจินเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นต่างชาติ ประมาณร้อยกว่าคนจากนักวิ่งประมาณหมื่นกว่า-สองหมื่น ระบบจัดการคนทำได้ดีมาก ไม่รู้สึกว่าติดขัดตรงไหนเลย

– ในบรรดาวันที่ไปญี่ปุ่น พยากรณ์ว่าจะมีฝนอยู่วันเดียวคือวันที่วิ่ง เป็นฝนปรอย ๆ แต่พอเริ่มวิ่งไปฝนก็หยุด แต่มีเมฆครึ้ม ๆ

– เริ่มปล่อยตัว ก็ไหล ๆ ไปกันเรื่อย ๆ เริ่มลงเนินเบา ๆ คนญี่ปุ่นมาเชียร์ตลอดสองข้างทาง ถนนปิดร้อยเปอร์เซ็นต์

– ชาวญี่ปุ่นก็วิ่งกันค่อนข้างเร็ว เหมือนเกิดมาแล้ววิ่งได้เลยทันที

– ผ่านสวนกวาง ก็มีกวางวิ่งเข้ามาบนถนนด้วย ตื่นเต้น สนุกสนานดี

– สิบห้าโลผ่านไป กำลังใจยังดี คุมเพซไว้ประมาณ 5:30-5:40 เนินซึม ๆ ขึ้น ๆ ลง ๆ

– ใกล้ระยะฮาล์ฟ เริ่มเข้าเขตภูเขา เนินไม่ชัน แต่ขึ้นเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ แบบไม่มีลง เห็นนักวิ่งขาแรง อีลิทวิ่งสวนมาในใจก็คิดว่า เดี๋ยวเราก็คงต้องผ่านทางนี้

– มีจุดให้น้ำ ให้น้ำเกลือแร่เป็นระยะ ๆ กินตามแผน คุมเพซไปเรื่อย ๆ

– หยุดกินอาหารที่เค้าแจกให้เกือบทุกที่ ประมาณกิโลที่ 25 มีซุปถั่วแดงร้อน ๆ หวาน ๆ และพอผ่านจุดกลับตัวใกล้กิโลที่สามสิบก่อนขึ้นเนินชัน ๆ มีซูชิปลาห่อด้วยใบพลับ ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของแถบนี้ อันนี้คือมาถูกเวลามาก ๆ เพราะเนินชันขนาดนี้เป็นตะคริวกันได้ง่าย ๆ ต้องการเกลือแร่ ซูชิมีรสเค็ม เหมือนได้เติมเกลือไปด้วยในเวลาเดียวกัน

– หลังกิโลที่สามสิบสอง เริ่มรู้สึกล้า เป็นช่วงขากลับและต้องผ่านเนินอีกจำนวนนับไม่ถ้วน

– อากาศหนาว และวิ่งไปด้วยทำให้หาเกลือเม็ดที่ใส่ไว้ในเบลท์รอบตัวไม่เจอ ล้วงเจอเจลก็กินเจลต่อไป เอาพลังงาน

– ปรากฏกิโลที่สามสิบห้าตะคริวขึ้นมาที่น่องสองข้างเป็นลูก ตั้งแต่วิ่งมา นี่คือครั้งแรกที่เจอตะคริว แต่ก็ทนวิ่งไป

– ประมาณกิโลที่สามสิบเจ็ดเริ่มกลับเข้ามาในเขตเมือง เนินไม่เยอะมากแล้ว แต่ถามว่ามีอยู่ไหม ก็ยังมีอยู่ ตะคริวก็ยังอยู่กับเรา บางช่วงมีผ่อนบ้าง เป็นเพซ 6 ต้น ๆ แต่พอเริ่มดีขึ้น ก็กดเพซลงมาที่ต่ำกว่า 5:30 เพราะกลัวจะจบไม่ทันสี่ชั่วโมง

– กิโลที่ 40 เริ่มใกล้เขตสนามกีฬา ที่เป็นจุดปล่อยตัวและ finish ยังคงมีเนินนนน

– ผ่าน 41-42 กิโล นาฬิกาที่จับระยะไว้เริ่มบอกว่าครบระยะแล้ว แต่ระยะจริง น่าจะวัดไว้เกินนิดนึง ทำให้ยังต้องวิ่งต่อไป และระยะในนาฬิกามันก็ไม่ official หากจะทำ sub-4 ตอนนั้นเหนื่อยแบบจะไม่ไหว ตะคริวขึ้นเต็มที่ทั้งสองข้าง ขาล้าทั้งสองข้าง หลังเท้าเจ็บตรงเอ็น ทรมานจริง แต่ไหน ๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ขอทำตามเป้าหมาย ทนเจ็บแล้ววิ่งต่อไปทาเคชิ! ให้คนญี่ปุ่นเค้ารู้ว่าเรามันก็ลูกพระยานาหมื่น เราต้องทำได้

– เลี้ยวเข้าลู่วิ่งในสนามกีฬา เร่งความเร็วเข้าเส้นชัย จนจบที่ 3:59:31 ได้ sub-4 สมใจ เดินออกมาได้รับผ้าขนหนู signature

– หลังจากนั้น คือเดินไปตะคริวขึ้นไป ขอบคุณกองเชียร์ นภัสและมิว ที่มารอรับหลังเส้นชัย และคลายเส้นที่ตึงให้ด้วย

– ยินดีกับนัทครัชชช ที่ได้นิวพีบีเช่นกันในสนามสุดโหดนี้

– หลังจากไปเอาของที่ฝากไว้ เราก็ยังทะเลาะกับบันได ในขณะที่นิฮงจิน เดินขึ้นลงบันไดกันสบาย ๆ เหมือนมาวิ่งขำ ๆ กันในวันอาทิตย์

สรุปประสบการณ์

1. การบริหารจัดการทำได้ดีสมคำร่ำลือ – ชุดข้อมูล การเดินทาง การรับ race pack ใด ๆ คือถ้าอ่านข้อมูลที่เค้ามีให้ รับรองไม่ตกหล่น การบริหารคนในวันงานก็ทำได้ดี ยิ่งถ้าอ่านภาษาญี่ปุ่นได้ คงจะได้ข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วนมาก ๆ

2. ความใส่ใจในของที่ระลึก – นอกเหนือจากเสื้อวิ่ง บิบ Nara Marathon จะให้ถุงเท้า ซึ่งเค้าบอกว่า เป็นสินค้าที่โดดเด่นของเมืองนี้ ถุงเท้าเป็นแบบ Tabi socks ที่แยกนิ้วโป้งออกมา ทำให้วิ่งแล้วไม่เจ็บ ลายสวยด้วย ชอบมาก ๆ

3. ความหนาว – ทำให้ต้องจัดการอุปกรณ์และชุดวิ่งแบบที่ไม่เคยทำที่เมืองไทย คือต้องใส่เสื้อกันหนาวแบบจัดเต็มออกไป ถึงสนามแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นชุดวิ่ง ซื้อเลกกิ้งและใส่เสื้อแขนยาว แทนที่จะเป็นเสื้อกล้ามแบบที่วิ่งในไทย อีกอย่างคือต้องคำนวณว่าใส่เท่าไหร่ถึงจะพอดี เพราะถ้าใส่หนาไป ก็จะทำให้วิ่งแล้วร้อน (ผ่านไปสองสามโลก็เหงื่อออก) แต่ถ้าบางไป ก็จะหนาวตอนเริ่ม

4. เวลาปล่อยตัว – เป็นการวิ่งที่นอนหลับเต็มที่ครั้งแรกในชีวิต เพราะเริ่มปล่อยตัวเก้าโมง เราตื่นตีห้ากว่า ๆ กินอาหารเช้า ทำธุระใด ๆ สบาย ๆ แต่ก็จะไม่ชินนิดนึง ที่พอวิ่งมาราธอนเสร็จก็บ่ายเลย ไม่เหมือนเมืองไทยที่วิ่งเสร็จคือยังไม่เช้า เพราะปล่อยตัวกันตีสอง

5. นับถือใจกองเชียร์ – เข้าใจว่าแต่ละเมืองคงจะจัดมาราธอน งานวิ่งใหญ่ ๆ กันปีละครั้ง และจัดช่วงเดิมทุกปี ทำให้บรรดาคนในเมืองพร้อมใจกันสนับสนุนงานนี้ ทั้งเด็ก ๆ ไปจนถึงคนชรา ที่อยู่ในบ้านพัก ก็ออกมานั่งท้าลมหนาวเชียร์พวกเรา ทำให้มีกำลังใจในการวิ่งขึ้นเยอะมาก ๆ

6. อุปกรณ์ชิพ ไม่ได้ติดที่บิบแต่จะต้องใส่ที่เท้า – เค้าจะมีสายพลาสติกให้ผูกกับเชือกรองเท้า พอเสร็จแล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่มาช่วยตัดออกให้

7. ขยะ – งานวิ่งจัดการขยะได้อย่างเหลือเชื่อ และคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทีมผู้จัดในไทยน่าจะลองเอามาใช้ได้ ถุงขยะแต่ละจุดจะบอกเลยว่า สำหรับแก้วน้ำกระดาษเท่านั้น จุดที่ทิ้งขยะทั่วไป ที่เผาหรือฝังกลบได้ ก็จะเขียนไว้ และนักวิ่งส่วนใหญ่เลย จะทิ้งแก้วน้ำลงในถังที่เตรียมไว้ แบบมีวินัยกันน่าเหลือเชื่อ

8. นักวิ่งญี่ปุ่น – ตั้งใจและมีวินัยในการวิ่งมาก ส่วนหนึ่งก็คิดว่า ด้วยธรรมชาติของการเดินทางที่ต้องเดินเยอะ และมีพื้นที่สาธารณะให้ซ้อมวิ่งได้สะดวก อากาศที่เป็นใจอีก นับถือ ๆ และเป็นต้นแบบให้กับผมในการซ้อมต่อไปด้วยครับ