Category Archives: Thoughts in Thai

สุริยุปราคา

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เป็นวันที่ยุโรปเห็นสุริยุปราคา บางประเทศเห็นเต็มดวง สำหรับเนเธอร์แลนด์ เห็นไม่เต็ม แต่ก็ได้ถึงประมาณ 80-90%

สุริยุปราคาเป็นกิจกรรมที่มีความหมายกับผมมากที่สุดในชีวิตกิจกรรมหนึ่ง ตอนเด็กมาก ๆ ผมสนใจดาราศาสตร์ที่สุด และช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง พ่อพาผมไปท้องฟ้าจำลอง ที่บ้านมีแผนที่ดวงดาว และดูวิดีโอของ ดร.ระวี ภาวิไล (ใช่ครับ ม้วนวิดีโอ) และเมื่อ 24 ตุลาคม 2538 พ่อก็ได้พาผมไปดูที๋โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชรใกล้ถนนสายเอเชีย ระหว่างเดินทางจากลำปางกลับกรุงเทพฯ

ผมในสมัยเด็กน้อย อายุ 6 ขวบ ได้ทำสรุปการเกิดสุริยุปราคาและจดบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ด้วย

ผ่านมา 30 ปี วันนี้ ท้องฟ้าและอากาศที่เนเธอร์แลนด์เป็นใจ เลยเดินออกไป ตามพยากรณ์ จะเห็นเกือบเต็มดวงในเวลา 20.11 น. วันนี้ก็พยายามเดินหาแว่นตาสำหรับใส่ดูสุริยุปราคาแต่ก็ไม่มีขายเลย ข่าวว่าน่าจะขายหมดไปก่อนหน้านี้แล้ว เลยเดินไปตรงลานกว้าง Malieveld ในกรุงเฮก ที่ผมชอบไปซ้อมวิ่ง มีหลายคนจับกลุ่มดูอยู่ ผมดูลาดเลาจนเวลาผ่าน 20.11 ไปเล็กน้อย เลยไปขอยืมแว่นจากคนดัตช์แถวนั้นที่น่าจะเป็นนักศึกษา เค้าก็ใจดีให้หยิบยืม เป็นช่วงที่เงาของดวงจันทร์พาดผ่านไปจากจุด maximum ไป แต่ก็ได้เห็นชัดเจนอยู่ครับ

วิถีแห่งความทรงจำต่อคนที่จากไป

ช่วงนี้ ได้รับข่าวสารการจากไปของหลายท่าน ที่เป็นที่สะเทือนใจของสังคมก็เช่น คุณหมอกฤตไท หรือใกล้ตัวผมหน่อยก็คือท่านรองอธิบดีณัฐภาณุ นพคุณ ซึ่งท่านเคยเป็นผู้บังคับบัญชาผมเมื่อหลายปีก่อน ทุกคนคงรู้จักท่านดีกว่าในฐานะอดีตโฆษก ศบค. ภาคภาษาอังกฤษ ที่ออกโทรทัศน์ทุกวันช่วงโควิด ทำให้ผมนึกถึงเรื่องความทรงจำที่เรามีต่อผู้ที่จากไป

ผมมีโอกาสนึกถึงเรื่องนี้มาสักพักหนึ่งแล้วครับ และคิดว่าก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยวันนี้เป็นวันพ่อแห่งชาติด้วย เลยอยากจะเขียนถึงวิถีแห่งความทรงจำที่ผมมีต่อพ่อที่จากไปแล้วหลายปีสักนิดหนึ่ง

คุณพ่อผมท่านจากไปตั้งแต่ปี 2552 นับถึงปีนี้ก็ 14 ปีแล้ว ผมเชื่อว่าแต่ละคนมีวิธีการจดจำและนึกถึงคนที่รักที่จากไปแตกต่างกัน และมีวิถีของตนเอง

สำหรับผม ผมมักจะนึกถึงพ่อเวลาขับรถ

นั่นก็เพราะว่า ผมมักใช้เวลาในวัยเด็กกับพ่ออยู่ในรถเสียส่วนใหญ่ เมื่อก่อน พ่อใช้รถเป็นพาหนะหลักในการพาแม่และผมไปท่องเที่ยว เปิดหูเปิดตา แสวงหาประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการขับรถไปลำปางเชียงใหม่ ที่ไปประจำจนผมคุ้นชินกับเส้นทางสายเหนือ ไปนอนดูฝนดาวตกทั้งคืนที่นครนายก หรือลงใต้ช่วงสงกรานต์ไปถึงปาดังเบซาร์

พ่อใช้รถทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้เพิ่มให้แก่ครอบครัวด้วยการรับของส่งของไปขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต/ร้านค้า/สหกรณ์ต่าง ๆ เรียกได้ว่า ตลอดช่วงประถมหลังเลิกเรียน ผมก็จะติดรถไปกับพ่อและแม่ ไปรับ/ส่งขนมขายตามที่ต่าง ๆ เสมอ กลับถึงบ้านราวสองสามทุ่มตลอด เคยรับทั้งเทปคาสเซทจากเยาวราช ขนมปังพรชัยไส้ทะลักจากบางลำพู ข้าวแต๋นจากลำปาง ปลากรอบจากหนองมน เอาขนมปี๊บมาแบ่งขาย แชมพูสมุนไพร รวมทั้งเค้กชิฟฟอน พ่อจึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการไม่อายทำกิน ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่คอยวาสนา

เวลาที่นั่งอยู่ด้วยกันในรถ พ่อก็มักจะใช้เวลานี้ พูดถึงประสบการณ์วัยเด็กของตนเอง เล่าให้ฟังว่า อาม่า หรือย่าของผม เมื่อก่อนมีชีวิตเหมือนละครญี่ปุ่นที่ฉายในโทรทัศน์เรื่อง “โอชิน” ที่ตัวเอกคือสตรีที่ต้องดูลูกหลายคนจนเติบใหญ่ พ่อมักจะเล่าว่า ในอดีต อาม่าเองก็เช่นกัน จะต้องเลี้ยงลูกถึงแปดคน และแต่ละวันต้องเลี้ยงดูคนงานหลายร้อยคน และพ่อก็มักจะมีหน้าที่เดินตามอาม่าไปซื้อของในตลาด

พ่อใช้เวลาในรถอธิบายเหตุการณ์บ้านเมือง ประวัติศาสตร์ และสิ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งเมื่อผมโตขึ้น ก็ถือโอกาสใช้เวลานี้ในการถกเถียงอย่างออกรสด้วย

หากเป็นช่วงเช้า ตอนไปโรงเรียน พ่อมักจะเปิดวิทยุ คลื่นข่าว และผมจำได้ว่ามีคลื่นหนึ่งที่ถ่ายทอดสัญญาณเสียงของ บีบีซี ภาคภาษาไทย ก่อนที่จะถูกปิดและเปิดใหม่เป็น บีบีซีไทย อย่างที่เห็นทุกวันนี้ เค้าจะเอาเรื่องเชคสเปียร์มาเล่า ผมฟังทุกเช้าและพอจบรายการก็จะถึงประสานมิตรพอดี

และที่สำคัญคือพ่อมักจะเอาเวลาที่อยู่ในรถซึ่งผมไปไหนไม่ได้ ในการอบรม สั่งสอน และดุ หลายครั้งผมแกล้งหลับ (จนหลับไปเลยก็มี) แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะต้องฟัง (อาจจะแถมด้วยแม่อบรมต่อด้วย)

เวลาที่ใช้ร่วมกันในรถ จึงมากเหลือเกิน

ทั้งพ่อและแม่ของผมชอบขับรถ ผมน่าจะได้รับถ่ายทอดนิสัยนี้มาจากท่านทั้งสอง ทำให้วันหยุดสุดสัปดาห์ ผมเองก็มักจะใช้เวลาขับรถไปที่ต่าง ๆ และเมื่อได้จับพวงมาลัย หลายต่อหลายครั้งก็จะมีภาพของพ่อแฟลชขึ้นมาในหัว เป็นระยะ ๆ

ตอนเช้าขับรถไปทำงาน ก็มักจะเป็นภาพการนั่งฟังเรื่องเชคสเปียร์ของบีบีซีไทยที่เค้าเอามาเล่าอย่างเพลิดเพลิน หากผมหลับอยู่ในตอนนั้นพ่อก็จะปลุก เพราะรู้ว่าผมชอบฟังรายการนี้

ตอนขับรถไปต่างจังหวัดไกล ๆ ภาพที่แฟลชเข้ามาก็เป็นภาพที่พ่อเล่าเรื่องสมัยเด็ก

ตอนขับรถไปในกรุงเทพฯ เมื่อผ่านสถานที่ที่ ที่เราเคยไปส่งขนม ส่งของขายด้วยกัน ภาพเหล่านั้นก็แฟลชกลับมา หรือเส้นทางที่พ่อเคยขับไปส่งโรงเรียน ก็จะนึกถึงอีก

นึกถึงทีไรก็มักจะตามมาด้วยความคิดที่ว่า ถ้าพ่ออยู่ตอนนี้ พ่อจะคิดอย่างไรกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่เกิดขึ้น พ่อจะมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร พ่อจะยังดุเราเรื่องนี้อยู่หรือเปล่า พ่อจะชมเราบ้างไหม พ่อจะยังเห็นว่าทำสิ่งนี้ไม่ดีอยู่นั่นหรือเปล่า บางครั้งก็รู้สึกเสียใจที่ตอนเด็ก ๆ ทำกิริยาไม่ดีใส่พ่อบ้าง หรือเถียง ทะเลาะกันบ้าง

แน่นอน วันนี้ก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ หรือความอยากรู้อยากเห็นว่าพ่อจะคิดอย่างไรกับเรื่องต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้

แต่บางที การนึกถึงท่าน ให้ท่านโลดแล่นในความทรงจำของเรา ก็ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจไม่น้อย เสมือนชุบชีวิตให้ท่านฟื้นขึ้นมาในชั่วขณะหนึ่ง เหมือนท่านไม่ได้ห่างเราไปไหน แต่ยังเด่นชัดในใจ อย่างน้อยก็ตลอดชีวิตที่ความทรงจำของเรายังคงอยู่นี้เอง

สำหรับคุณผู้อ่านล่ะครับ จดจำคนรักที่จากไปแล้วอย่างไรบ้าง

หนึ่งทศวรรษหลังลาสิกขาจากร่มกาสาวพัสตร์

ช่วงใกล้วันหยุดยาวเนื่องในวันเข้าพรรษาและวันอาสาฬหบูชาที่ผ่านมา เป็นจังหวะเดียวกับที่พี่ ๆ ที่เคยบวชหมู่เป็นพระนวกะพร้อมกันเมื่อช่วงเข้าพรรษาปี 2553 ได้ชวนผมเข้ากลุ่มไลน์ เพื่อเป็นช่องทางติดต่อ พูดคุย ธรรมะบ้าง ไม่ธรรมะบ้าง ทำให้ผมนึกได้ว่า บัดนี้ ก็เป็นเวลาล่วงสิบปีแล้ว เลยอยากจะนึกสะท้อนบทเรียน สิ่งที่เคยตั้งใจไว้เมื่อสิบปีที่แล้ว ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง

ผมบวชเมื่ออายุ 20 ปีพอดี เป็นช่วงที่กลับมาเมืองไทยระหว่างปิดเทอมฤดูร้อนหลังเรียนจบ A-level และกำลังรอผลที่ยื่นเข้ามหาวิทยาลัย ในมุมมองผมตอนนั้น ผมรู้สึกว่า จะบวชทั้งที ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมีความพร้อมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมด้านร่างกาย ไม่บังเอิญเจ็บป่วย ด้านหน้าที่การงาน และความพร้อมด้านจิตใจที่จะต้องถือศีลและประพฤติปฏิบัติตนภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ ผมตั้งใจว่าหากจะบวชก็อยากจะได้ศึกษาหาความรู้ ได้ฝึกปฏิบัติอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

นึกขึ้นได้ว่าเมื่อตอน ม.4 โรงเรียนเคยพาไปเข้าค่ายพุทธบุตรที่วัดปัญญานันทาราม ที่คลองหก ในช่วงที่เข้าค่ายสามวันสองคืน พวกเราถือศีลแปดข้อ และนอนกางมุ้งใต้กลดในโรงนอน ฝึกนั่งสมาธิอย่างจริงจัง และที่วัดก็ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเกินความจำเป็น ไม่มีโบสถ์สีทองอร่าม และพระอาจารย์ที่อบรม ก็มุ่งเน้นการสอนให้เข้าใจหลักธรรม และสอนการปฏิบัติ ผมจึงได้ไปลองค้นหาก็พบว่าวัดปัญญานันทารามเป็นวัดที่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุมีดำริให้สร้างขึ้น ส่วนตัวท่านเองนั้นเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดชลประทานซึ่งมีการจัดบวชหมู่เป็นประจำทุกเดือน แม้ในเวลานั้น หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่ธรรมเนียมการบวชหมู่ พิธีที่เรียบง่าย ไม่มีการแห่นาค และการเน้นการสอนหลักธรรมและการทำสมาธิซึ่งกลายเป็นสิ่งที่อยู่คู่วัดชลประทาน ก็ทำให้ผมรู้สึกว่าอยากจะบวชที่วัดนี้

ผมได้เคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการบวชไว้ในบล็อกเก่าของผม ในชื่อเรื่อง “ใต้ประทีปธรรม สิบห้าวัน ที่วัดชลประทานฯ” มีทั้งหมดสิบสองตอน สามารถติดตามอ่านได้ที่นี่ครับ จะมีรายละเอียดตั้งแต่ตอนเตรียมตัวบวช จนกระทั่งวันลาสิกขาครับ

ก่อนที่จะลาสิกขา ผมได้มีโอกาสฟังเทปธรรมเทศนาโดยหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุที่เปิดในช่วงที่พระนวกะรับบาตรที่ลานหินโค้ง ท่านกล่าวไว้ทำนองว่า แม้จะเป็นฆราวาส เราก็สามารถบวชได้ เรียกว่า “บวชใจ” คือตั้งมั่นปฏิบัติในศีลในธรรม เจริญสติ ก็ถือว่าเป็นการบวช ผมฟังแล้วก็ตั้งใจว่า หากลาสิกขาไปแล้ว ก็จะพยายามบวชใจ พยายามครองสติ และนำเอาวัตรปฏิบัติและสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างเป็นพระนวกะมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด แม้จะมีโอกาสบวชเป็นเวลาสั้น ๆ สิบห้าวัน แต่ก็เป็นสิบห้าวันที่มีความหมาย

สิบปีผ่านมาแล้ว ผมอยากจะสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ สิ่งที่ได้คิด และปฏิบัติต่อเนื่องมา อาจจะห่างไปบ้างในบางเวลา แต่เมื่อมีเวลาก็พยายามจะกลับมาปฏิบัติให้ได้เช่นเดิม เหล่านี้คือข้อคิดที่ผมได้จากการบวชและยังคงอยู่กับผมมาตลอดสิบปีที่ผ่านมาครับ

1. สนใจเปลือกให้น้อย สนใจแก่นของพระพุทธศาสนาให้มาก – ในช่วงที่บวช ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือหลักธรรมของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้อ่านหนังสือของหลวงพ่อพุทธทาส และได้ฟังคำสอนของพระอุปัชฌาย์ ตลอดจนพระอาจารย์ที่วัด ผมก็ตระหนักได้ว่า ศาสนาพุทธในปัจจุบัน มีพิธีกรรมที่ประพฤติปฏิบัติกันมาตามความเชื่อ ตามประเพณี ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร หลายอย่างเป็นเสมือนกุศโลบายให้คนหันมาเข้าวัด หันมาฟังเทศน์ฟังธรรม แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจจะไม่ทันได้คิดว่าแท้จริงแล้ว พิธีกรรมเหล่านั้นเป็นไปเพื่อจุดประสงค์อะไร และสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ หากพิเคราะห์เทียบตามพระไตรปิฎก หรือตามหลักธรรมจริง ๆ แล้ว ประเพณีหลายอย่างไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลย หรือหากจะทำ ก็ไม่ควรลืมสิ่งที่เป็นแก่นของพระพุทธศาสนา นั่นคือการฝึกจิตของเราให้ดี ให้เกิดปัญญา ให้เห็นว่าทุกสิ่งเป็นอนัตตา จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดี ย่อมแสวงหาในสิ่งที่ดี และย่อมไม่ยึดติดแม้กับการทำบุญ

ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ผมพยายามลดการเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพิธีกรรมที่มากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะพิธีกรรมที่เป็นเสมือนเปลือกหนาบดบังแก่นของคำสอน และพยายามจะเตือนตัวเองเสมอว่า โดยที่พิธีกรรมต่าง ๆ เป็นเพียงเครื่องช่วยให้เข้าถึงพระพุทธศาสนา หากบางครั้งจะทำไม่ครบขั้นตอนบ้าง แต่ไม่ได้ขัดกับหลักคำสอนที่เป็นแก่นของพระพุทธศาสนา ก็ไม่เป็นไร

2. สิ่งที่ติดตัวมาอีกประการหนึ่งก็เกี่ยวโยงกับข้อแรก นั่นคือการฝึกจิต ผมรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสเรียนกรรมฐานในช่วงที่บวช ผมจำได้ว่านอกจากการเรียนหลักธรรมแล้ว พระนวกะที่วัดชลประทานฯ จะได้ฝึกปฏิบัติกรรมฐานทั้งช่วงเช้า บ่าย และค่ำ ผมได้เรียนรู้ว่า การฝึกจิตแท้จริงแล้ว ไม่จำเป็นต้องอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิมือประสานกันและหลับตา นั่นเป็นเพียงหนึ่งในวิธีการกำหนดให้จิตนิ่งเท่านั้น แต่การฝึกจิตยังรวมไปถึงการเดินจงกรม แม้แต่การนอนก็สามารถทำสมาธิได้ หากไม่หลับเสียก่อน พระอาจารย์สอนว่า หลักใหญ่ใจความคือการตามจิตเราให้ทัน ให้รู้ว่าขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่ นี่ก็คือการมีสมาธิอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อรู้เช่นนี้ เราก็สามารถทำสมาธิที่ใดก็ได้ วิ่งมาราธอนอยู่ก็สามารถกำหนดซ้ายหนอขวาหนอและทำสมาธิไปด้วยได้

ในระหว่างบวช ผมได้อ่านหนังสือที่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุบรรยายหลักธรรมคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนาไว้ หนึ่งในเรื่องที่ผมประทับใจ คือเรื่องเกี่ยวกับความสำคัญของการกำหนดจิต เรื่องมีอยู่ทำนองว่า มีผู้สอบถามมากมาย ว่าสิ่งนี้ทำแล้วผิดศีลไหม สิ่งนั้นทำแล้วจะบาปไหม พระสงฆ์ช่วยดูแลแม่ที่ป่วย ทำให้ต้องแตะเนื้อต้องตัวสตรีเพศ เช่นนี้ผิดไหม เป็นต้น ซึ่งหลักสำคัญคือหากจิตคิดดีแล้ว กายกรรม วจีกรรม ก็ไม่สามารถทำผิดได้ นี่คือสิ่งที่อธิบายว่าเหตุใดการทำสมาธิจึงสำคัญ และพระพุทธเจ้าก็ได้เคยตรัสไว้ว่า “แม้จะได้อุปสมบทเป็นภิกษุรักษาศีล 227 ข้อ ไม่เคยขาด ไม่ด่างพร้อยมานานถึง 100 ปี ก็ยังได้บุญกุศลน้อยกว่าผู้ที่ทำสมาธิเพียงให้จิตสงบนานเพียงชั่วไก่กระพือปีก ช้างกระดิกหู”

การทำสมาธิในรูปแบบต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งที่ผมพยายามทำมาโดยตลอด แม้จะไม่ต่อเนื่องในบางเวลา แต่ก็พยายามทำหากโอกาสอำนวย

และนี่ก็คือบทเรียนสองเรื่องที่ผมถือปฏิบัติมาในช่วงเวลาสิบปีภายหลังจากการบวชที่วัดชลประทานฯ สำหรับอนาคต ผมตั้งใจจะทำสองข้อข้างต้นต่อไป พยายามลดละกิจกรรมหรือพิธีกรรมที่เป็นเสมือนเปลือกหนาของพระพุทธศาสนาหากไม่จำเป็น และจะพยายามตั้งใจฝึกจิตให้ดีขึ้นครับ

ตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนและจัดการชีวิต

ความสุขอย่างหนึ่งของผมคือการได้ทำตามสิ่งที่ตั้งใจว่าจะทำในแต่ละวันได้ครบหรือเกือบครบ โดยผมเป็นคนประเภทชอบทำหลาย ๆ อย่างในหนึ่งวัน ผมไม่สามารถนั่งครึ่งวันทำอย่างเดียวได้ แต่จะซอยย่อยออกเป็นชั่วโมงครึ่ง หนึ่งชั่วโมง ครึ่งชั่วโมง หรือแม้แต่สิบห้านาที แต่อยากจะทำสิ่งเหล่านั้นทุกวัน ดังนั้น การทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำหรับผม ที่ผ่านมา ผมทดลองใช้ตัวช่วยในการวางแผนมาหลายชนิด จนได้รูปแบบที่ผสมผสานระหว่างอะนาล็อกและดิจิทัลซึ่งคิดว่าเหมาะสมกับตัวเองในเวลานี้ที่สุดแล้ว จึงอยากจะบันทึกเก็บไว้

ในภาพรวม ผมแบ่งการทำงานของผมออกเป็นสองส่วนคืองานประจำส่วนหนึ่ง งานเสริมและงานอดิเรกอีกส่วนหนึ่ง ผมให้เวลากับงานประจำเต็มที่ในช่วงวันธรรมดา และหากยังมีอะไรต้องทำต่อ ก็จะให้เวลาที่จำกัดในช่วงวันหยุด (แปลว่า ตั้งใจมีสมาธิทำให้เสร็จภายในชั่วโมงสองชั่วโมง) ยกเว้นว่ามีงานด่วนติดพัน อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนงานเสริมและงานอดิเรก ได้แก่ งานแปล งานเขียน โชคดีว่าเป็นสิ่งที่ผมชอบทำอยู่แล้วและถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ผมก็มักจะทำในช่วงวันหยุด

เริ่มจากตัวช่วยในรูปแบบดิจิทัลกันก่อน ตัวช่วยแรกคือ “Google Calendar” สำหรับลงกำหนดนัดหมาย ซึ่งมีข้อดีหลายประการ ได้แก่ ใส่เวลา สถานที่ ผู้คนที่ต้องพบปะ ประชุมด้วย ได้อย่างละเอียด แจ้งเตือนล่วงหน้าทางโทรศัพท์มือถือและ Apple Watch ได้ด้วย อีกทั้ง ยังดึงเอานัดหมายที่อยู่ในอีเมล รวมถึงการจองการเดินทางต่าง ๆ เข้ามาใน Calendar ได้อีก ตอบโจทย์มากครับ ซึ่งการลงตารางกำหนดนัดหมายประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน การพบปะส่วนตัว เจอเพื่อน ก็จะรวมมาในนี้หมดครับ

ถัดมาคือการใส่ชิ้นงานที่ต้องทำ หรือ To-do list นั่นเอง ซึ่งผมจุกจิกในเรื่องนี้พอสมควร ในรูปแบบดิจิทัล ผมเคยลองใช้ Reminder และ Tasks ทั้งที่มากับ Google Calendar และแอพของ iPhone พบว่าไม่เวิร์ค เพราะ (1) ระบบการตั้งให้แจ้งเตือนไม่มี หรือมีแต่ค่อนข้างซับซ้อน (2) ตั้งให้ task นั้นทำเป็นประจำไม่ได้ (recurring tasks) ต้องเข้าไปตั้งเอง (3) เวลาทำเสร็จแล้ว กว่าจะเข้าไปกดว่าทำแล้วนะ มีหลายขั้นตอน และ (4) ในขณะที่ Calendar ซิงค์เข้าโทรศัพท์มือถือและ Apple Watch ได้ดี แต่ tasks กลับไม่ซิงค์ (ณ ตอนที่ผมลองใช้เมื่อหลายเดือนก่อน) ที่ผ่านมา ผมจึงใช้ “Wunderlist” ครับ แบ่งหมวดหมู่ได้ ผมก็จะมีหมวดหมู่ที่เป็นการซื้อของสดของใช้เข้าบ้านประจำสัปดาห์ มีแม้กระทั่งของที่อยากได้ หรือ wish list แต่เมื่อไม่นานมานี้ Wunderlist กำลังจะปิดตัวลงครับ ประจวบกับผมเองก็คิดอยู่ว่าอยากได้แอพที่มันโปรกว่านี้นิดหน่อย ซับซ้อนกว่านี้นิดนึง ผมก็เลยทดลองมาหลายแอพ จนสุดท้ายลงเอยที่ “Todoist“ แต่ผมขอพื้นที่พูดถึงแอพ “Journey” โดย Moleskine เป็น Honourable Mention สักเล็กน้อยนะครับ

  • Journey ของ Moleskine แอพนี้เป็นแอพที่เรียบหรูดูดีมาก ๆ ใช้งานได้หลากหลาย แต่พอใช้ free trial จนจบก็รู้สึกว่า แอพนี้ทำมาเพื่อให้เราจดบันทึก journal ออนไลน์มากกว่า ผมชอบมากนะครับ ลูกเล่นเยอะดี จะใส่รูป วิดีโอ เปลี่ยนสีกระดาษ customise อะไรได้เยอะเลย แต่สำหรับการเปิดมาดูเป้าหมาย สิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันเร็ว ๆ กดติ๊กถูกว่าสิ่งนี้ทำแล้ว สิ่งนี้ยกยอดไปพรุ่งนี้ แอพนี้ยังอุ้ยอ้ายเกินไปนิดหนึ่ง อีกอย่างคือตอนนี้โทรศัพท์มือถือผมค่อนข้างเก่า และความจำค่อนข้างแน่นแล้ว แอพนี้กินเนื้อที่เยอะ ขอรอเปลี่ยนโทรศัพท์แล้วอาจจะใช้ Journey เพื่อจดบันทึกออนไลน์ไปพร้อมกันด้วย

สำหรับแอพ “Todoist” มีสิ่งที่ชอบหลายอย่างด้วยกัน (1) ความง่ายของการเพิ่ม task ตั้ง priority ใส่ label และ due date ตั้งการแจ้งเตือนได้ จบในไม่กี่คลิก (2) การเชื่อมโยงของแอพในแลปทอปกับโทรศัพท์มือถือค่อนข้างไร้รอยต่อ (3) สามารถตั้ง sub-tasks ได้ เช่น จะไปซื้อของ ก็สามารถตั้งได้ว่าจะซื้อกะหล่ำปลี หัวหอม กระเทียม ภายใต้ task เรื่องการซื้อของ (4) ตั้งหมวดหมู่เป็น Project ได้ เช่น ผมมีแผนออกกำลังกาย ผมก็จะตั้งเป็นโปรเจคต์ไว้ แล้วก็ใส่ task การออกกำลังกายแต่ละวันไว้ใต้โปรเจคต์นั้น (5) ตั้งให้เป็น task ที่ต้องทำประจำได้ ฟีเจอร์นี้เป็นสิ่งที่ชอบมาก เพราะแค่พิมพ์ว่า every weekday, every Saturday, every Sunday, หรือ everyday ระบบก็จะตั้งให้เป็น recurring task และจะโผล่ให้เห็นตามวันที่กำหนด เลือกวันเริ่มต้นและสิ้นสุดได้ครับ (6) ถ้าสมมติว่ายังไม่ได้ทำ task นั้นเสียที ระบบจะขึ้นมาถามว่าต้องการ reschedule ไหม ซึ่งแอพก็จะมีวันที่เหมาะสมมาเสนอให้อีก โดยดูจากพฤติกรรมของเรา ด้วยเหตุเหล่านี้ ผมก็เลยกด subscribe จ่ายเงินรายปีเป็นสาวกของแอพนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยครับ

นอกจากตัวช่วยในระบบดิจิทัลแล้ว ผมยังมีตัวช่วยแบบอะนาล็อก คือสมุด planner เล่มกะทัดรัด เพราะผมจะจำได้ดีกว่าเมื่อได้ใช้ปากกาเขียนลงบนกระดาษ ผมก็ไปทดลองใช้ planner มาหลากหลายรูปแบบเช่นกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนมาลงเอยที่สมุด planner รายสัปดาห์ของมูจิ หน้าด้านซ้ายเป็นวันในหนึ่งสัปดาห์ แต่ละวันมีพื้นที่พอให้เขียน และหน้าด้านขวาเป็น grid ว่าง ๆ ให้จดบันทึก ในระยะหลัง ผมจดบันทึกประชุมในคอมพิวเตอร์ แต่หากมีข้อสั่งการ มีประเด็นติดตาม ผมก็จะจดใส่กระดาษ โดยใช้หน้าด้านขวานี้เอง คุณสมบัติอีกอย่างของ planner มูจิคือใช้ปากกาหมึกซึมหัวแร้งแล้วหมึกไม่ซึมไปอีกด้านหนึ่งของกระดาษจนเละเทะ ถือว่าตอบโจทย์ครบถ้วนทุกประการเลยครับ ทั้งนี้ สำหรับ planner ผมจะใช้สำหรับงานประจำเป็นหลัก

Planner รายสัปดาห์ของมูจิ
Planner รายสัปดาห์ของมูจิ หน้าซ้ายแบ่งรายวันในหนึ่งสัปดาห์ หน้าขวาเป็น grid ว่างให้จดงานได้

ก่อนนอน การเข้าไปในแอพ Todoist กดติ๊กหน้าสิ่งที่ต้องทำในวันนี้ให้หายไป เปิดสมุด planner แล้วก็ใช้ปากกาติ๊กถูกหน้าสิ่งที่ทำแล้ว มันเป็นความสุขเล็ก ๆ อย่างหนึ่งเลยนะครับ

ลองมาแชร์กันว่าคุณใช้แอพหรือตัวช่วยเพื่อวางแผนชีวิตและการทำงานอย่างไรบ้าง เผื่อในอนาคต ผมอาจจะลองใช้บ้างครับ